สวัสดีทุกๆคน นี่ก็เป็นบทสัมภาษณ์บทแรกที่พวกเราจะนำมาเผยแพร่กันจ้า
สำหรับครั้งนี้เราได้ไปสัมภาษณ์ "เค" หรือ ชื่อเต็มๆก็คือ "นายกวีวัฒน์" นั่นเอง
ว่าแล้วก็อย่าชักช้า ไปอ่านบทสัมภาษณ์ของหนุ่มคนนี้กันเลย!!
สวัสดีจ้า แนะนำตัวเองนิดนึง :
ชื่อหล่อนะ เอ่อ เป็นคนกรุงเทพฯ ความจริงเกิดที่พะเยา นะ จ๊ะ พ่อเราเป็นคนกรุงเทพฯ เป็นคนจีน 100% แล้วแม่ก็เป็นคนพะเยา แล้ว ย่อของแม่ก็มาจากจีนอีกทีนึง แล้วก็ เรา เอ๊ย เราฟังภาษาเหนือได้ แล้วก็แอบฟังภาษาอีสานออก เพราะว่ามันคล้ายๆกัน นะ จ๊ะ
บอกรายละเอียดคร่าวๆเกี่ยวกับภาษาเหนือจ้า :
ภาษาเหนือฟังแล้วมัน จะแบบ เหมือนกับ สุภาพๆอะ แต่พวกที่ไม่สุภาพจะไม่ค่อยพูด ส่วนภาษาอีสานมันจะรู้สึกแบบ ฟังแล้วดูตรงๆ ไม่อ้อมค้อม บางคำฟังแล้วเพราะ อย่างเช่น อีสานแท้ อีสานลาว ประมาณนี้อะ แล้วภาษาเหนือ คำว่า "เจ้า" ที่ได้ยินทางทีวี มันเป็นของผู้หญิง ส่วนชายก็จะพูด "ครับ" เหมือนทั่วไป แล้วมันก็จะมีพยัญชนะต่างจากภาษากลาง เช่น
* ร ในภาษากลาง พอพูดในภาษาเหนือก็จะเป็น ฮ อย่างคำว่า "ไปเรียนกันเถอะ" ก็จะเป็น "ไปเฮียนกันเต๊อะ"
* จาก "ถ" ในภาษากลาง ก็จะเป็นตัว "ต"
* จาก "ช" ก็จะเป็น "จ" เช่นคำว่า "ชาวเหนือ" ก็จะเป็นคำว่า"จาวเหนือ" "เชียงราย" ก็จะเป็นคำว่า "เจียงฮาย"
* แล้วก็แบบ พวกคำว่า "มั๊ย" "ปะ" จะมีคำพิเศษๆพวก "ดีก่อ?" แปลว่า "ดีมั๊ย" ส่วนอีสานก็จะใช้คำว่า "ดีบ่"
* เอ่อ อะไรอีกวะ คำว่า"ใช่มั๊ย" จะเป็น"ใช่ก่อ" หรือ "ก๊ะ"
* "ไว้ใจได้มั๊ย" ก็จะพูดว่า " ไว้ใจได้ก๊ะ"
* "นู่น" (บอกทิศ) จะใช้คำว่า "ปู๊น"
ที่ได้ยินคำพูดที่ว่า "อู้กำเมือง" นี่คืออะไรหรอ? :
กำเมือง ก็คือ ภาษาเหนือที่ใช้ในเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง อย่างพะเยานี่ก็มีหลายภาษา ที่หมูบ้านผมก็เป็น "ภาษาลื้อ" คำแปลกๆในภาษาเหนือ ก็เช่น "ลงต๊อง" แปลว่า "ท้องเสีย" ประมาณนี้นะ
ขอบใจมากที่เสียสละเวลามาให้สัมภาษณ์ สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรไว้มั๊ย :
ภาษาต่างๆของไทย คำมันฟังไม่ยากหรอก มันต่างกันนิดเดียว มันต้องอาศัยความใกล้ชิดมันถึงจะฟังรู้เรื่อง แค่นี้แหละ หล่อ รักทุกคน ( - -" )
Showing posts with label Knowledge. Show all posts
Showing posts with label Knowledge. Show all posts
Wednesday, February 6, 2008
Tuesday, February 5, 2008
ทักทายครั้งแรกกับผู้เขียน N3W
สวัสดีครับ
เป็นครั้งแรกที่ได้ลงมือมาเขียนบล็อกนี้
ตมธรรมเนียมแล้ว ก็จะต้องแนะนำตัวนะครับ แต่ก็ ได้แนะนำไปอย่างคร่าวๆแล้ว ในบทความที่สมาชิกคนอื่นเขียนครับ
แต่ในที่นี้ จะมาแนะนำจุดประสงค์ในการเขียน(ส่วนตัว)ของผมกันนะครับ
เริ่มโดยที่ บล็อกนี้จะเป้นที่รวมแหล่งภาษา
ใช่ครับ ภาษา ที่ทุกคนใช้ทุกวันอยู่นี่แหละครับ
เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องมีการติดต่อสื่อสารกัน เพื่อจุดประสงค์แต่ละอย่างครับ
บางจุดประสงค์ ก็อาจจะใช้ภาษาที่ง่ายๆ ในการติดต่อสื่อสาร อาจจะเห็นได้ทั่วๆไปในชีวิตประจำวันเรา
นั่นก็คือ การพูดคุยเล่นๆ สนุกๆ ในหมู่ผองเพื่อนนั่นเอง
ซึ่งการใช้ภาษาจะเป็นการใช้แบบเรียบๆง่ายๆ ไม่ต้องมีศัพท์ยากๆ และแน่นอนครับ ไม่เป็นทางการ
ส่วนจุดประสงค์อื่นๆ ระดับในการใช้ภาษาก็จะแตกต่างกันไปนะครับ..
ในบ้านเมืองเรา (หรืออาจจะจำกัดขอบเขตมาที่ กรุงเทพ แถบที่เราอาศัยอยู่ก็ได้ครับ)
ก็เมืองไทยไงล่ะ แต่ ภาษาที่ใช้ก็ใช่ว่าจะเป็นภาษาที่เหมือนกันหมดซะทีเดียว
อาจจะมีคนมาจากต่างถิ่น หรือต่างจังหวัด ซึ่งย้ายเข้ามาทำงานบ้างเอย มาเรียนบ้างเอย
ทำให้มีการผสมปนเปกันไปของภาษา
ซึ่งในส่วนของผม จะขอแนะนำในเรื่องภาษาอีสานนะครับ
ซึ่งแต่ละคน อาจจะรู้ว่า ภาคอีสานน่ะมีจำนวนคนย้ายเข้ามาทำงานกันเยอะแยะ
ซึ่งภาษาที่คนอีสานส่วนใหญ่ใช้ก็จะเป็นภาษาที่อาจจะแปลกหูบ้างสำหรับคนภาคกลาง
แต่อบ่างน้อย บางคำเมื่อได้ฟังแล้วก็จะเข้าใจเองครับ
คนอีสาน สามารถพบได้ทั่วๆไป เรียกได้ว่าเกือบทุกที่แหละครับ
หลายคนอาจจะเคยซื้อพวกกับข้าว ตามรถที่มาตั้งขายตามริมทางเดินเท้า
โดยเฉพาะพวกส้มตำเนี่ย (อยากจะบอกว่าคนอีสานฝีมือสุดยอดมาก ฮา)
คุณอาจจะได้ยินการถามว่าจะเอาอะไรเป็นภาษาอีสานมา
แต่เท่าที่ได้สังเกตมาแล้ว คนภาคกลางก็ไม่เคยที่จะต้องการล่ามมาแปลให้เป็นภาษากลางอีกที
คาดว่า น่าจะใช้การเดาประโยค หรือไม่ก็ เคยได้รู้ภาษามาก่อน (เช่นการดูละครทั่วๆไป บางเรื่องก็จะมีตัวละคร ที่พูดภาษาอีสานอยู่ด้วย ซึ่งภาษาอีสานที่อยู่ในละคร มันก็เอ่อ อีสานบ้าง กลางบ้าง ปนๆกันไป นานๆทีจะมีแบบว่าพูดอีสานมาตลอด - -)
เมื่อพูดถึงจำนวนคนอีสานที่มาอยู่ในกรุงเทพกันแล้ว
ก็จะเห็นว่ามีจำนวนมาก แล้วก็ต้องมีผลต่อชีวิตประจำวันเราบ้างแหล่ะน่า (ไม่ใช่ด้านไม่ดีนะ)
เรื่องภาษา มีเริ่มมีบทบาทเข้ามา ถึงแม้มันจะไม่นิยมใช้มากก็เถอะ
แต่อย่างน้อย รู้ไว้ก็ไม่ถึงกับเสียหายนะ
ในที่นี้จะขอแนะนำสักเล็กน้อย เกี่ยวกับภาษาอีสาน
เริ่มที่ สรรพนาม แต่ละบุรุษกันดีกว่า
บุรุษที่ 1 ตัวแทนผู้พูด
ข่อย แปลว่า ตัวฉัน / ตัวผม เช่น ข่อยอยากกินส้มตำ แปลว่า ผม/ฉัน อยากกินส้มตำ
** อาจจะมีเยอะกว่านี้ แต่ผู้เขียนไม่ได้นำมาหมด (รู้น้อยนั่นเอง)
บุรุษที่ 2 ผู้ที่พูดด้วย
อันนี้น่าจะใช้คล้ายๆกับภาคคกลาง และอาจจะมีภาษาสมัยพ่อขุนรามฯมาด้วย
ส่วนถ้าพูดกับกลุ่มคนมากๆ ก็
สู จะใช้แทนกลุ่มบุคคลที่มาก เช่น สูสิ(จะ)ไปไส(ไหน) แปลว่า พวกคุณกำลังจะไปไหน
เพิ่น ใช้เวลาจะใช้แทนตัวผู้พูด เช่น ถามผู้พูดว่าชื่ออะไร ก็ถามว่า เพิ่นชื่ออะไร
บุรุษที่ 3 ผู้ที่ถูกกล่าวถึง
แทบจะเหมือนกับกลางเลย
กลุ่ม คำถามต่างๆ
คึ แปลว่า ทำไม เช่น คึพูดอย่างงั้น แปลว่า ทำไมถึงพูดอย่างงั้น
ไส แปลว่า ไหน (ใช้กับสถานที่)
หยัง แปลว่า อะไร (ส่วนมากจะใช้คำว่า อี เติมเข้าไปข้างหน้าด้วย (ขออภัยหากภาษากลางมันหยาบ))
บ่ แปลว่า หรือยัง (อาจจะขึ้นอยู่กับประโยคที่ใช้ด้วย) เช่น กินข้าวมาแล้วบ่ แปลว่า กินข้าวมารึยัง
ได๋ แปลว่า ไหน (จะใช้เกี่ยวกับเวลา) เช่น จะมาที่นี่ตอนได๋ แปลว่า จะมาที่นี่ตอนไหน
กลุ่ม คำตอบรับต่างๆ
เบาะ แปลว่า เหรอ มักจะใช้ลงท้ายประโยคเสมอ เพื่อถามคนพูดกับเราให้แน่ใจยิ่งขึ้น เช่น จริงเบาะ แปลว่า จริงเหรอ
ดอก แปลว่า หรอก (ต้องดูประโยคด้วย) เช่น ไม่เป็นอะไรดอก แปลว่าไม่เป้นอะไรหรอก
จั๊ก แปลว่า ไม่รู้
นอกนั้น ก็จะใช้คล้ายๆภาษากลาง
คำที่พบเห็นได้ทั่วๆไป
บ่ แปลว่าไม่ (ชักไม่แน่ใจว่ามันเป็นภาษาอีสานรึเปล่า)
โลด แปลว่า เลย (ไม่ใช่เลยเถิด เลยไปไกล อะไรแแบบนั้น (ที่เกี่ยวกับระยยะทางน่ะ)) เช่น ทำโลด ก็แปลว่าทำเลย
เฮ็ด แปลว่า ทำ (ทำหลายอย่างเลยแหละ เติมคำอื่นลงไป ความหมายอาจจะเปลี่ยนไปเลยก็ได้)
เอ๊อะ เป้นคำอุทาน เวลาโดนใครทำให้เจ็บ (ไม่ค่อยเห้นใช้กับเรื่องเกี่ยวกับพวกเจ็บใจเท่าไร) เอาไว้จับผิดคนที่มาจากอีสานได้ดี 5555+ ใครอุทานคำนี้ออกมา ทำนายไว่เลย อีสานแน่
ฮ่วย เป้นคำอุทาน อาจจะแปลว่า โอ้ย (ที่ไม่รวมถึงการได้รับความเจ็บ) คำนี้อยู่ที่ความรู้สึกละกัน
กะซ่าง แปลว่าก็ช่าง (ช ช้างเป้น ซ โซ่น่ะ ง่ายๆ)
ซัมนิ แปลว่า เท่านี้ (คล้ายๆคำว่า กะลา แปลว่า เท่านี้ เหมือนกัน) เช่น มีซัมนิแหละ แปลว่ามีเท่านี้แหละ
สิ แปลว่า จะ (will อะ)
เดะ แปลว่า นี่ไง คล้ายๆกับคำขยาย เช่น นี่แดะ แปลว่านี่ไง โน่นเดะ แปลว่า โน่นไง แต่เวลารวมกับคำอื่นความหมายอาจจะเปลี่ยนได้ เช่น บ่เดะ มันไม่ใช่นะ
คึด แปลว่า คิด (เปลี่ยนสระอิ เป้น สระอึ)
ฮอด แปลว่า ถึง
เอาสองคำมารวมกันได้ว่า คึดฮอด แปลว่า คิดถึง 5555
เว้า แปลว่า พูด (ส่วนใหญ่จะพูดออกมาเป้น เว่า นะ)
หลาย แปลว่า มาก (เอ๊ะ ภาษากลางนี่ - -)
จั่งสั้น แปลว่า อย่างงั้น เช่น เช่น คึพูดจั่งสั้น แปลว่า ทำไมถึงพูดแบบนี้
แหม่น แปลว่า ใช่
พอเท่านี้แล้ว เพราะถ้าจะเอามาอีก มันจะเยอะเกินไป
และคำบางคำมันก็มีหลายความหมายด้วย ถ้าเอามารวมกับคำอื่น
ที่รวมๆมานี่ น่าจะเจอกันมาอย่างน้อยก็ 6 คำขึ้นแล้วนะ
ส่วนเรื่องใครจะแปลทั้งประโยคได้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่า เขาจะพูดมาในอารมณ์ หรือท่าทางแบบไหน รวมทั้งดูประโยคด้วย 555+ ไม่งั้น แปลผิด ก็ความหมายเปลี่ยนน่ะสิ - - แหม๊ (ไม่น่าให้บอกเลย)
มีอะไรสงสัย ทิ้งคำถามไว้ได้ที่คอมเม้นท์ แล้วถ้าตอบได้จะพยายามตอบครับ
(เพราะไม่ได้ใช้มาเกือบปปีแล้ว น่าจะลืมๆไปแล้วบ้าง 555+)
เป็นครั้งแรกที่ได้ลงมือมาเขียนบล็อกนี้
ตมธรรมเนียมแล้ว ก็จะต้องแนะนำตัวนะครับ แต่ก็ ได้แนะนำไปอย่างคร่าวๆแล้ว ในบทความที่สมาชิกคนอื่นเขียนครับ
แต่ในที่นี้ จะมาแนะนำจุดประสงค์ในการเขียน(ส่วนตัว)ของผมกันนะครับ
เริ่มโดยที่ บล็อกนี้จะเป้นที่รวมแหล่งภาษา
ใช่ครับ ภาษา ที่ทุกคนใช้ทุกวันอยู่นี่แหละครับ
เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องมีการติดต่อสื่อสารกัน เพื่อจุดประสงค์แต่ละอย่างครับ
บางจุดประสงค์ ก็อาจจะใช้ภาษาที่ง่ายๆ ในการติดต่อสื่อสาร อาจจะเห็นได้ทั่วๆไปในชีวิตประจำวันเรา
นั่นก็คือ การพูดคุยเล่นๆ สนุกๆ ในหมู่ผองเพื่อนนั่นเอง
ซึ่งการใช้ภาษาจะเป็นการใช้แบบเรียบๆง่ายๆ ไม่ต้องมีศัพท์ยากๆ และแน่นอนครับ ไม่เป็นทางการ
ส่วนจุดประสงค์อื่นๆ ระดับในการใช้ภาษาก็จะแตกต่างกันไปนะครับ..
ในบ้านเมืองเรา (หรืออาจจะจำกัดขอบเขตมาที่ กรุงเทพ แถบที่เราอาศัยอยู่ก็ได้ครับ)
ก็เมืองไทยไงล่ะ แต่ ภาษาที่ใช้ก็ใช่ว่าจะเป็นภาษาที่เหมือนกันหมดซะทีเดียว
อาจจะมีคนมาจากต่างถิ่น หรือต่างจังหวัด ซึ่งย้ายเข้ามาทำงานบ้างเอย มาเรียนบ้างเอย
ทำให้มีการผสมปนเปกันไปของภาษา
ซึ่งในส่วนของผม จะขอแนะนำในเรื่องภาษาอีสานนะครับ
ซึ่งแต่ละคน อาจจะรู้ว่า ภาคอีสานน่ะมีจำนวนคนย้ายเข้ามาทำงานกันเยอะแยะ
ซึ่งภาษาที่คนอีสานส่วนใหญ่ใช้ก็จะเป็นภาษาที่อาจจะแปลกหูบ้างสำหรับคนภาคกลาง
แต่อบ่างน้อย บางคำเมื่อได้ฟังแล้วก็จะเข้าใจเองครับ
คนอีสาน สามารถพบได้ทั่วๆไป เรียกได้ว่าเกือบทุกที่แหละครับ
หลายคนอาจจะเคยซื้อพวกกับข้าว ตามรถที่มาตั้งขายตามริมทางเดินเท้า
โดยเฉพาะพวกส้มตำเนี่ย (อยากจะบอกว่าคนอีสานฝีมือสุดยอดมาก ฮา)
คุณอาจจะได้ยินการถามว่าจะเอาอะไรเป็นภาษาอีสานมา
แต่เท่าที่ได้สังเกตมาแล้ว คนภาคกลางก็ไม่เคยที่จะต้องการล่ามมาแปลให้เป็นภาษากลางอีกที
คาดว่า น่าจะใช้การเดาประโยค หรือไม่ก็ เคยได้รู้ภาษามาก่อน (เช่นการดูละครทั่วๆไป บางเรื่องก็จะมีตัวละคร ที่พูดภาษาอีสานอยู่ด้วย ซึ่งภาษาอีสานที่อยู่ในละคร มันก็เอ่อ อีสานบ้าง กลางบ้าง ปนๆกันไป นานๆทีจะมีแบบว่าพูดอีสานมาตลอด - -)
เมื่อพูดถึงจำนวนคนอีสานที่มาอยู่ในกรุงเทพกันแล้ว
ก็จะเห็นว่ามีจำนวนมาก แล้วก็ต้องมีผลต่อชีวิตประจำวันเราบ้างแหล่ะน่า (ไม่ใช่ด้านไม่ดีนะ)
เรื่องภาษา มีเริ่มมีบทบาทเข้ามา ถึงแม้มันจะไม่นิยมใช้มากก็เถอะ
แต่อย่างน้อย รู้ไว้ก็ไม่ถึงกับเสียหายนะ
ในที่นี้จะขอแนะนำสักเล็กน้อย เกี่ยวกับภาษาอีสาน
เริ่มที่ สรรพนาม แต่ละบุรุษกันดีกว่า
บุรุษที่ 1 ตัวแทนผู้พูด
ข่อย แปลว่า ตัวฉัน / ตัวผม เช่น ข่อยอยากกินส้มตำ แปลว่า ผม/ฉัน อยากกินส้มตำ
** อาจจะมีเยอะกว่านี้ แต่ผู้เขียนไม่ได้นำมาหมด (รู้น้อยนั่นเอง)
บุรุษที่ 2 ผู้ที่พูดด้วย
อันนี้น่าจะใช้คล้ายๆกับภาคคกลาง และอาจจะมีภาษาสมัยพ่อขุนรามฯมาด้วย
ส่วนถ้าพูดกับกลุ่มคนมากๆ ก็
สู จะใช้แทนกลุ่มบุคคลที่มาก เช่น สูสิ(จะ)ไปไส(ไหน) แปลว่า พวกคุณกำลังจะไปไหน
เพิ่น ใช้เวลาจะใช้แทนตัวผู้พูด เช่น ถามผู้พูดว่าชื่ออะไร ก็ถามว่า เพิ่นชื่ออะไร
บุรุษที่ 3 ผู้ที่ถูกกล่าวถึง
แทบจะเหมือนกับกลางเลย
กลุ่ม คำถามต่างๆ
คึ แปลว่า ทำไม เช่น คึพูดอย่างงั้น แปลว่า ทำไมถึงพูดอย่างงั้น
ไส แปลว่า ไหน (ใช้กับสถานที่)
หยัง แปลว่า อะไร (ส่วนมากจะใช้คำว่า อี เติมเข้าไปข้างหน้าด้วย (ขออภัยหากภาษากลางมันหยาบ))
บ่ แปลว่า หรือยัง (อาจจะขึ้นอยู่กับประโยคที่ใช้ด้วย) เช่น กินข้าวมาแล้วบ่ แปลว่า กินข้าวมารึยัง
ได๋ แปลว่า ไหน (จะใช้เกี่ยวกับเวลา) เช่น จะมาที่นี่ตอนได๋ แปลว่า จะมาที่นี่ตอนไหน
กลุ่ม คำตอบรับต่างๆ
เบาะ แปลว่า เหรอ มักจะใช้ลงท้ายประโยคเสมอ เพื่อถามคนพูดกับเราให้แน่ใจยิ่งขึ้น เช่น จริงเบาะ แปลว่า จริงเหรอ
ดอก แปลว่า หรอก (ต้องดูประโยคด้วย) เช่น ไม่เป็นอะไรดอก แปลว่าไม่เป้นอะไรหรอก
จั๊ก แปลว่า ไม่รู้
นอกนั้น ก็จะใช้คล้ายๆภาษากลาง
คำที่พบเห็นได้ทั่วๆไป
บ่ แปลว่าไม่ (ชักไม่แน่ใจว่ามันเป็นภาษาอีสานรึเปล่า)
โลด แปลว่า เลย (ไม่ใช่เลยเถิด เลยไปไกล อะไรแแบบนั้น (ที่เกี่ยวกับระยยะทางน่ะ)) เช่น ทำโลด ก็แปลว่าทำเลย
เฮ็ด แปลว่า ทำ (ทำหลายอย่างเลยแหละ เติมคำอื่นลงไป ความหมายอาจจะเปลี่ยนไปเลยก็ได้)
เอ๊อะ เป้นคำอุทาน เวลาโดนใครทำให้เจ็บ (ไม่ค่อยเห้นใช้กับเรื่องเกี่ยวกับพวกเจ็บใจเท่าไร) เอาไว้จับผิดคนที่มาจากอีสานได้ดี 5555+ ใครอุทานคำนี้ออกมา ทำนายไว่เลย อีสานแน่
ฮ่วย เป้นคำอุทาน อาจจะแปลว่า โอ้ย (ที่ไม่รวมถึงการได้รับความเจ็บ) คำนี้อยู่ที่ความรู้สึกละกัน
กะซ่าง แปลว่าก็ช่าง (ช ช้างเป้น ซ โซ่น่ะ ง่ายๆ)
ซัมนิ แปลว่า เท่านี้ (คล้ายๆคำว่า กะลา แปลว่า เท่านี้ เหมือนกัน) เช่น มีซัมนิแหละ แปลว่ามีเท่านี้แหละ
สิ แปลว่า จะ (will อะ)
เดะ แปลว่า นี่ไง คล้ายๆกับคำขยาย เช่น นี่แดะ แปลว่านี่ไง โน่นเดะ แปลว่า โน่นไง แต่เวลารวมกับคำอื่นความหมายอาจจะเปลี่ยนได้ เช่น บ่เดะ มันไม่ใช่นะ
คึด แปลว่า คิด (เปลี่ยนสระอิ เป้น สระอึ)
ฮอด แปลว่า ถึง
เอาสองคำมารวมกันได้ว่า คึดฮอด แปลว่า คิดถึง 5555
เว้า แปลว่า พูด (ส่วนใหญ่จะพูดออกมาเป้น เว่า นะ)
หลาย แปลว่า มาก (เอ๊ะ ภาษากลางนี่ - -)
จั่งสั้น แปลว่า อย่างงั้น เช่น เช่น คึพูดจั่งสั้น แปลว่า ทำไมถึงพูดแบบนี้
แหม่น แปลว่า ใช่
พอเท่านี้แล้ว เพราะถ้าจะเอามาอีก มันจะเยอะเกินไป
และคำบางคำมันก็มีหลายความหมายด้วย ถ้าเอามารวมกับคำอื่น
ที่รวมๆมานี่ น่าจะเจอกันมาอย่างน้อยก็ 6 คำขึ้นแล้วนะ
ส่วนเรื่องใครจะแปลทั้งประโยคได้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่า เขาจะพูดมาในอารมณ์ หรือท่าทางแบบไหน รวมทั้งดูประโยคด้วย 555+ ไม่งั้น แปลผิด ก็ความหมายเปลี่ยนน่ะสิ - - แหม๊ (ไม่น่าให้บอกเลย)
มีอะไรสงสัย ทิ้งคำถามไว้ได้ที่คอมเม้นท์ แล้วถ้าตอบได้จะพยายามตอบครับ
(เพราะไม่ได้ใช้มาเกือบปปีแล้ว น่าจะลืมๆไปแล้วบ้าง 555+)
Subscribe to:
Posts (Atom)